Posted in Review: Dietary Supplements รีวิวอาหารเสริม วิตามินแบบจัดเต็ม

Veronika ฉีกกฎด้วยการ No Collagen, No Glutathione

img_7445
คอลลาเจน ต้องทานไหม?

เพลินทานอาหารเสริมมาเยอะหลายตัวมาก เริ่มเบื่อเพราะมีหลายตัวข้อนข้างซ้ำ และซ้ำซ้อน ซ้ำ เช่นคอลลาเจน กลูต้าอะไรพวกนี้ บางทีทานก็ไม่รู้ว่ามันโอไหม กระแสคอลลาเจนก็มีทั้งที่ดี ซ่อมแซมผิว ช่วยให้ผิวเต่งตึง บ้างก็ว่าไม่ได้ผล กินโปรตีนเนื้อสัตว์เอาก็ได้ บ้างก็ว่าไม่ดีต่อตับ แต่ก็กินนะคะ

เพลินเลยสนใจ Veronika อาหารเสริมของ Medileen ตอนเห็นโฆษณาในเนต เค้าเคลมว่ารวมสุดยอด ingredients และไม่มีกลูต้ากับคอลลาเจนให้ทำลายตับ เพลินก็เลยเข้าไปอ่าน เป็นอาหารเสริมแบบผงชงดื่มไม่ใช่เม็ด เคลมว่าดูดซึมได้เร็วด้วยก็เลยสั่งมา

ลองสั่ง Veronika

กล่องนางสวยแพคเกจดูดีมากค่ะ มี 30 ซอง ราคา 1950 บาท ตัวเด่นชูโรงของเค้าจะเป็นตัว Resveratrol สารสกัดจากไวน์แดงที่เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากๆ บำรุงหัวใจ หลอดเลือด ไม่เป็นภาระต่อตับ เพลินดู ingredients ด้านหลัง Resveratrol มี 500 mg. ซึ่งมีปริมาณเป็นอันดับแปดรองจากส่วนผสมอื่นๆ ค่ะ
และย้ำว่าเป็น organic และนำเข้าส่วนผสมจากสวิสเซอร์แลนด์ รู้สึกน่าเชื่อถือ ดูโอเคกว่าอาหารเสริมทั่วไป (แพคเกจก็มีผลค่ะ ฮ่าๆ)

แบรนด์นี้ย้ำว่าไม่ใช่กลูต้า และ ไม่ใช่คอลลาเจน ไม่เป็นภาระตับไต และขาวปลอดภัยและไวกว่า
❥ขาวเร็วแบบปลอดภัย
❥เทียบเท่าการทานไวน์แดงถึง400 แก้ว
❥ต่อต้านมะเร็ง
❥ไม่ตกค้างในร่างกาย
❥ล้างตับล้างไต

เพลินโควทที่แบรนด์อธิบายไว้ดังนี้ค่ะ

นวัตกรรมใหม่แห่งการชะลอวัยได้อย่างหน้าอัศจรรย์ ด้วยการคิดค้นจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งการชะลอวัย ร่วมคิดค้นและวิจัยถึงสารสกัดที่สำคัญของ Veronika ที่แรกที่เดียวที่มีการนำส่วนผสมที่ดีที่สุดและได้รับการวิจัยเยอะที่สุดมากว่าให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อผิวและร่างกายโดยไร้ผลข้างเคียง Veronika เป็นวิตามินที่รวมสารสกัดที่สำคัญไว้มากมายเช่น Resveratrol, Milk Thistle, ALA, Astaxanthin, Rosehip 5 ส่วนผสมหลักที่ทรงคุณค่าและมีงานวิจัยรับรองจากหลายประเทศอย่างเช่น Harvard University ได้วิจัยถึง Resveratrol เมื่อทานติดต่อกันสามารถชะลอความแก่ได้ถึง 70% ถือเป็นสารที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุดในโลก และยังปรับสีผิวให้ขาวใสขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, ต่อต้านมะเร็ง และปรับสมดุลในร่างกายได้ดีที่สุด

ส่วนผสมสำคัญที่แตกต่างจากเจ้าอื่นคือ
Resveratrol
Milk Thistle
ALA
Astaxanthin
Rosehips

ความประทับใจแรกคือพอเทใส่น้ำ ผงมันละเอียดจมละลายลงก้นแก้วอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากคอลลาเจนผงที่เคยทานทั่วไปที่มันจะอณูใหญ่กว่า บ้างก็อาจเป็นแป้ง ทำให้ละลายช้า หรือละลายยาก กลิ่นองุ่นหอม ทานง่าย

ผลที่รู้สึก

เพลินทานได้กล่องแรกก็รู้สึกผิวนุ่มลื่นขึ้นมากๆ นี่คืออย่างแรกที่รู้สึกชัดทีสุดค่ะ ก็เลยไลน์ไปถามคนขาย เค้าบอกว่า เพราะมี Astaxanthin หรือสารสกัดจากสาหร่ายแดง ทำให้ผิวนุ่มลื่นเหมือนเบบี๋ เพลินก็คิด เอ… เราก็เคยทาน astaxanthin นะ ทานแบบซอฟเจลทีเค้าวิจัยมาอย่างดี แต่ไม่รู้สึกชัดเจนเหมือนทานตัวนี้ เลยได้ข้อคิดอย่างนึงว่า สารตัวนึงถ้าจับคู่ถูกอาจจะช่วยเสริมฤทธิ์กันให้เห็นผลชัดเจนขึ้นก็ได้  เจ้าแอสต้าแซนธีนตัวที่เพลินเคยทานมันผสมน้ำมันรำข้าว มันอาจจะสู้เวลาอยู่กับตัวอื่นไม่ได้ (แบบในเวโรนิก้า) ทั้งนี้ทั้งนั้น เพลินเดาเอาล้วนๆ นะคะว่าเป็นเพราะเหตุนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะทานเวโรนิก้าได้หมดกล่องก็ผิวเนียนละเอียดสุดๆ

แต่พอเข้ากล่องสอง กล่องสามก็เริ่มเฉยๆ ค่ะ อาจจะอยู่ตัวแล้ว

ถึงอย่างนั้นเพลินก็ทานอยู่เรื่อยมา ตอนนี้น่าจะเกือบสิบกล่องได้แล้วค่ะเพราะรู้สึกเชื่อถือในส่วนผสม ซึ่งรวมพรีเมี่ยมวิตามินเข้าหมดเลย นอกจาก 5 ตัวข้างต้นแล้ว ยังมีโกจิเบอรี่ บิลเบอรี่ บลูเบอรี่ ทับทิม และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้แบรนด์ยังดูน่าเชื่อถือ มีแลปอะไรวิจัยดี ส่วนผสมออร์แกนิกและได้มาตรฐาน

Ploen’s Opinion
เพลินคิดว่าของอย่างนี้เรามองผลระยะยาวดีกว่าเรื่องขาวระยะสั้น ระยะยาวทานแล้วบำรุงหัวใจ หลอดเลือด ต้านมะเร็ง ป้องกันปัญหาผิวและสุขภาพเสื่อมโทรมในระยะยาวค่ะ

ผิวเพลินค่อนข้างดีและแข็งแรงค่ะ คิดว่ามาจากการ maintain มันไม่ให้ขาดด้วย

Information about Veronika

Name: Veronika by Medileen
Type: อาหารเสริมแบบผงชงดื่ม
Unique: Resveratrol / No-Collagen, No-Glutathione
Package: 30 packets in a box
Price: 1950 baht

Ploen’s Rate: 9.5/10

Full Ingredients: (จากกล่องโดยตรง)

  1. Apple Puree powder 4500 mg.
  2. Blueberry extract powder 1500 mg.
  3. Billberry extract powder 1500 mg.
  4. Acelora Cherry extract 1000 mg.
  5. Pomegranate extract powder 1000 mg.
  6. Gogi (wolfberry) extract powder 500 mg.
  7. Silymann (Milk Thistle extract) 500 mg.
  8. Resveratrol 500 mg.
  9. Rosehip extract powder 300 mg.
  10. Coenzyme Q10 powder 10% 250 mg.
  11. Grape seed extract powder 200 mg.
  12. Alpha Lipoic acid 30 mg.
  13. Al-Alpha-tocopheryle acetate 50% 20 mg.
  14. Astaxanthin 6 mg.

เอาไว้รีวิวอาหารเสริมอีกตัวที่ “คล้าย” กัน ที่เพลินก็ทานอยู่ด้วย แล้วจะทำเปรียบเทียบให้ดูนะคะ ^^

 

Advertisements
Posted in Skincare Review: in depth รีวิวสกินแคร์อย่างละเอียด

Review: Skin Lotion โลชั่นบำรุงผิวตัว La Doctress, La Grace, Hirusoft

คิดมานานแล้วว่าอยากจะเขียนรีวิวโลชั่นทาตัวที่ใช้อยู่ ชีวิตนี้ชอบลองสรรหาอะไรมาบำรุงเสมอ มีที่ชอบและเลิกผลิตไปแล้วก็มี ก็ต้องสรรหากันต่อไป ตอนนี้มีที่ถูกใจ ใช้ในโอกาสต่างๆ กันไปมาแนะนำค่ะ ที่บอกว่าโอกาสแตกต่างกันไปเช่น หน้าหนาว ผิวแห้ง ต้องเอาเนื้อหนาๆ ซึมเร็ว หรือฤดูร้อน อากาศปกติ + ไวท์เทนนิ่ง หรือว่า ช่วงที่ผิวลอกตากแดดมากๆ หรือกร้านหนักๆ ค่ะ ช่วงเวลาเหล่านั้นก็จะใช้ต่างกันไป ลองมาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

รีวิวเชิงลึกโลชั่นทาตัวที่ได้ผลจริง

1. La Doctress: Body Glazing Lotion (250 ml.)

img_7340

โลชั่นบำรุงผิวจาก La Doctress ตัวนี้แจ่มมากค่ะ เพลินใช้ติดต่อกันน่าจะ 10 ขวดขึ้นแล้วนะคะ ตัวนี้เด่นที่ช่วยปรับผิวให้สีเสมอกัน เรียบเนียนขึ้น เรื่องความเนียนและความใสนี่ค่อนข้างชัด รอยดำจางลง เพลินเคยทารอยคาดนาฬิกาที่ทำให้ผิวขาวไม่เท่ากัน ทาติดต่อกันสักสองสัปดาห์ สีค่อนข้างเสมอกันมากขึ้นค่ะ

เนื้อโลชั่น: สีขาว เนื้อกึ่งเหลวกึ่งข้น เกลี่ยง่าย กลิ่นหอมอ่อนๆ
ส่วนผสม: Comfrey ลดการอักเสบ,
Natural HG ให้ความชุ่มชื้น นุ่มลื่น ผิวอิ่มน้ำได้ทันที,
Hydrolyzed Pearl ผิวแข็งแรงกระชับตึง,
Cucumber (แตงกวา) สมานแผล เพิ่มความชุ่มชื้น นุ่มลื่น,
Fermented Honey (น้ำผึ้ง) ชะลอการเสื่อมเซลล์ผิว,
Berry Complex ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอกระจ่างใส,
Lotus Rood ชุ่มชื้น ปรับสมดุลน้ำมันผิว,
Green Caviar เพิ่มการส่งผ่านสารบำรุง เพิ่มการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำให้ผิวแน่นฟู,
Rice Bran Oil ให้ความชุ่มชื้น ชะลอวัย,
Umesui C ยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่มากผิดปกติ และกระจายตัวผิดปกติ ช่วยชะลอวัย,
Alovera (ว่านหางจระเข้) กระชับรูขุมขน เพิ่มความชุ่มชื้น

การซึมเข้าผิว: 9/10 ไม่เหนอะหนะ

ความชุ่มชื้น: 7.5/10
ถ้าอากาศปกติจะถือว่าความชุ่มชื้นนี่ 10/10 เลยค่ะ แต่ว่าช่วงอากาศหนาว อากาศแห้ง หรืออากาศแปรปรวนไปมายังถือว่าชุ่มชื้นไม่พอค่ะ

ผลเรื่องผิว: ผิวขาวขึ้น เรียบเนียน กระจ่างใส รอยดำลดลง สีผิวเสมอกัน
จุดเด่น: ผิวละเอียดขึ้นมากแบบเป็นธรรมชาติ
ข้อเสีย: หมดเร็วไปหน่อย รู้สึกทำไมใช้แป๊บๆ ก็หมดไม่รู้ทั้งที่ 250  ml. แต่คิดว่าเป็นเพราะขวดปั๊ม ทำให้ใกล้หมดจะกดยากขึ้น ต้องเปิดฝาปาดกันเลยค่ะ

Tips: เป็น Everyday use ได้ค่ะ เหมาะใช้ประจำวัน ทาได้ทุกวัน แต่ไม่เหมาะกับช่วงอากาศหนาวแห้งๆ หรือเดินทางค่ะ

ราคา 690 บาท
เพลินซื้อที่ Instagram: premitem
Line: @preme (มี@นำหน้า)
Facebook: Beauty Season

2. La Grace: Body Lotion (200g.)

img_7338ตัวนี้เป็นโลชั่นของคลินิกเสริมความงามชื่อ La Grace ค่ะ เป็นคลินิกความงามที่เพลินมักใช้บริการเป็นประจำ เริ่มจากการทำเลเซอร์กำจัดขน ทางคลินิกเลยแนะนำโลชั่นเข้มข้นของเค้าให้ใช้ ซึ่งจะเป็นอีกตัวไม่ใช่ตัวนี้ ซึ่งตัวที่เค้าแนะนำจะเข้มข้นมาก แก้ผิวแสบจากเลเซอร์และป้องกันขนคุด พอใช้ตัวนั้นสักพัก เพลินลองเปลี่ยนมาใช้ตัวนี้ซึ่งจะเข้มข้นน้อยกว่าตัวนั้นค่ะ ตัวนี้จะให้ความชุ่มชื้นสูงกว่า La Doctress ที่แนะนำไปข้างบนค่ะ เหมาะกับอากาศหนาวๆ หรืออากาศแห้ง หรือคนที่ชอบอาบน้ำอุ่น น้ำร้อนค่ะ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แบบหอมสะอาดสดชื่น

มีสารกันแดดด้วยค่ะ แต่ปริมาณไม่มาก แนะนำว่าถ้าทากลางวันให้ทากันแดดทับต่างหากอีกที

ตัวนี้แก้อาการแห้ง และข้อศอก หัวเข่าด้านดำได้ดีค่ะ

เนื้อโลชั่น: สีขาว ค่อนข้างข้น แต่เกลี่ยง่าย

การซึมเข้าผิว: 9/10 ไม่เหนียวเหนอะหนะ

ความชุ่มชื้น: 9.5/10 ดีมาก สามารถใช้ได้ดีทั้งอากาศปกติ และอากาศแห้ง

ผลเรื่องผิว: เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ละเอียดไม่แห้งกร้าน

จุดเด่น: ผิวนุ่มชุ่มชื้น แต่ไม่เหนียวรำคาญ
แพคเกจเป็นหลอด พกง่าย ไม่หกเลอะเทอะ
ข้อเสีย: บางครั้งเกลี่ยแล้วเป็นขุยๆ (ตอนแรกนึกว่าขี้ไคลแต่ไม่ใช่)

ส่วนผสมหลักๆ: Shea Butter, Lavender Oil, Alovera

ราคา 600 บาท
หาซื้อได้ที่ La Grace คลินิก ตามห้างในเครือเซนทรัลค่ะ

TIPS: เหมาะพกเดินทางทั่วไปค่ะ และเหมาะสำหรับหน้าหนาวหรือคนอยู่ห้องแอร์ อาบน้ำอุ่น

3. HIRUSOFT medi-lotion

 

hirusoft

ตัวนี้ใช้มานานเป็นตัวแรกๆ เลยค่ะ แต่เพิ่งหมดไป เลยนำรูปจากอินเตอร์เนตมาแทนนะคะ ตัวนี้ให้ทั้งความชุ่มชื้น และซ่อมผิวเสียได้ดีมากๆ ผิวเสียที่ว่าเช่นผิวลอก ผิวไหม้ ผิวแห้งค่ะ

เพลินเคยแนะนำให้เพื่อนที่โดนแดดจนผิวลอกทาตัวนี้ซ่อมผิวหลังจากที่ใช้อโลเวร่า (ว่านหางจระเข้) โปะลดการอักเสบ แสบร้อนจากแดดค่ะ ตัวโลชั่นเข้มข้นมากบำรุงค่อนข้างไว

ช่วงไหนรู้สึกผิวกร้านโทรม แห้งให้ใช้ตัวนี้เลย พูดง่ายๆ คือ ถ้ามีใครผิวพังๆ มาจะแนะนำตัวนี้ไปเลยค่ะ เพราะครอบคลุมทั้งให้ความชุ่มชื้น (สูงมากๆ) และปรับผิวเสีย จุดด่างดำ รอยด่างได้ดีค่ะ

เนื้อโลชั่น: สีขาว กึ่งเหลวกึ่งข้น แต่เนื้อค่อนข้างเหนอะหนะ

การซึมเข้าผิว: 7.5/10 ซึมค่อนข้างดี แต่ด้วยความที่ชุ่มชื้นสูงจึงค่อนข้างเหนอะหนะสักหน่อย

ความชุ่มชื้น: 10/10 ชุ่มชื้นสุดๆ

ผลเรื่องผิว: เนียนละเอียด สีสม่ำเสมอมากขึ้น

จุดเด่น: ซ่อมผิวเสียได้ดีมากๆ ไปเดินป่า ท้าแดด โดนมลพิษหนักๆ ตัวนี้เอาอยู่
ข้อเสีย: ค่อนข้างเหนียว เหนอะหนะ ไม่เหมาะทาหน้าร้อนที่อากาศชื้น

ราคา: แล้วแต่ร้านที่ซื้อ หาได้ตามร้านขายยาและเครื่องสำอางชั้นนำ

TIPS: มีทั้งแบบขวดปั๊ม และแบบขวดปิดฝา เลือกเอาตามสะดวกค่ะ
ถ้าผิวเสียจากทะเล แนะนำให้ทาหลังว่านหางจระเข้ หรือ La doctress นะคะ เพราะตัวฮีรูซอฟต์จะให้ความชุ่มชื้นสูงมาก และค่อนข้างเหนียว ควรใช้ทาปิดท้ายค่ะ

Posted in ABBY's Journal: เรื่องเล่าบันทึกแอ๊บบี้, Uncategorized

บันทึกแอ๊บบี้ เหมียวน้อยกลอยใจ ตอน 3 : แมวมีสังกัด

 

“แหม แอ๊บบี้ แมวอื่นเค้าหมั่นไส้เธอกันมาก” พี่เพลินหัวเราะคิกๆ ในวันหนึ่งหลังจากที่ไล่แมวที่คอยวอแวแอบกินอาหารฉัน

“ดูซิ น้องได้กินอาหารดีๆ กินอิ่มสามมื้อ แมวตัวอื่นก็เลยอิจฉา เค้าอยากได้อาหารแบบแอ๊บบี้บ้าง”

ม้าว… ฉันร้อง นึกในใจว่าเจ้าแมวป่าเถื่อนพวกนั้นมันก็ได้แต่ทำลอบกัด อาศัยความดุร้ายป่าเถื่อนเข้าแย่งชิงอาหารฉัน ฉันละเบื่อหน่ายจะตอบโต้กับพวกมันเหลือเกิน แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ถนัดนัก ได้แต่ซุ่มกินอาหารของตัวเองเงียบๆ เวลาเจ้าพวกแมวไร้บ้านพวกนั้นมาโจมตี ฉันก็จะแผดร้องเสียงดังลั่นให้พี่รำพึงมาดูมาไล่แทน ก็ฉันไม่ได้ร้ายกาจแบบนังแมวพวกนั้นนี่นะ

แหม รู้หรอกน่ะว่าคุณอาจจะนึกหมั่นไส้ฉันอยู่เวลาฉันเรียกแมวพวกนั้นว่า “แมวไร้บ้าน”  ฉันก็เคยเป็นแมวไร้บ้าน หรือที่เรียกว่าแมวจรกับเขาเหมือนกัน ทำเป็นแบ่งชนชั้น… ก็แหม เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว นี่ฉันมาอยู่บ้านนี้สองสามปีแล้วนะ ฉันไม่ใช่แมวจรอีกต่อไป ฉันคือแมวที่มีบ้าน มีสังกัด มีคนดูแล ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้เลี้ยงฉันในบ้านแบบบางบ้าน แต่ฉันก็ไม่เดือดร้อน ฉันสามารถวิ่งเล่นไปไหนมาไหน กระโดดข้ามกำแพงไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ได้ตามใจชอบ หิวก็กลับมาบ้าน มีอาหารและน้ำใส่ชามพลาสติกเตรียมไว้ให้

ร้อนหรือหนาวก็ไปอยู่ใต้ท้องรถพี่เพลิน ฝนตก แดดออกไม่กลัว มีหลังคาโรงรถคุ้มหัว วันไหนอยากชิลก็ขึ้นไปนั่งบนหลังคารถพี่เพลิน สบายจะตายไป มีเบาะหมอนสามเหลี่ยมเก่าๆ เอาไว้นั่งเล่นตรงชานบ้านยามที่ต้องการความนุ่มนิ่ม อย่าดูถูกเบาะเก่าๆ เชียวนะคะ มันมีกลิ่นชวนให้อบอุ่น น่านั่ง น่านอนมากๆ เลยล่ะ วันไหนอากาศดีๆ ฉันจะไปนอนรับลมบนเบาะนั้น

“แอ๊บบี้เลือกถูกบ้านนะนี่ ไปอยู่บ้านอื่นเค้าจะเลี้ยงน้องดีอย่างนี้ไหม” พี่เพลินยังชอบพูดประจำ น้ำเสียงเอ็นดูเมื่อเห็นฉันกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

“อาหารแมวแบบถุงจากตลาดนางเมินหนีนะจ๊ะ ไม่มองด้วยซ้ำ Me-o นางก็ไม่กิน ยี่ห้ออะไรที่มันไม่แพง นางไม่กินจ้า พอให้กินวิทกัสละก็นางกินเชียว”พี่เพลินหัวเราะตอนเล่าให้พี่พักตร์ฟัง พี่เพลินก็ฟังมาจากพี่รำพึงอีกที เพราะพี่รำพึงจะเป็นคนสังเกตพฤติกรรมฉันอย่างใกล้ชิด รู้ว่าฉันชอบกินอาหารอะไร ไม่ชอบอะไร

แหม ก็อาหารที่ซื้อจากตลาดสดพรรค์อย่างนั้นใครจะไปกินลง เหม็นกลิ่นแป้งหืนๆ กับกลิ่นอาหารปลอมๆ ชวนสะอิดสะเอียน อย่านับว่าเป็นอาหารเลยค่ะ ฉันไม่กินหรอก

อันที่จริงฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกมาก แมวจรบางตัวมันกินไปไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น หรืออาหารบางยี่ห้อที่มีชื่อเสียง มีโฆษณาฉันก็ไม่ชอบ พี่เพลินกับพี่รำพึงก็หัวเราะ คุยกันว่า ของถูกแอ๊บบี้ไม่ชอบ…

แหม ฉันไม่รู้หรอกอะไรถูกไม่ถูก อะไรแพงหรือไม่แพง จมูกฉันรับกลิ่น รับรสได้ดีมากๆ นะคะ ฉันรู้นะว่าอะไรอร่อย อะไรไม่อร่อย อะไรคือใช้ของดี

แล้ววันหนึ่งพี่พักตร์กลับมาเชียงใหม่ ไปงานอะไรมาสักอย่างที่ลงทะเบียนแล้วจะได้อาหารสัตว์ฟรี พี่พักตร์นำอาหารแมวสูตรใหม่มาให้ลองทาน พี่เพลินไม่รู้เรื่องหรอก แต่พี่รำพึงมาบอกอีกที

“อาหารที่น้องพักตร์เอามาให้แอ๊บบี้ แอ๊บบี้ชอบมาก กินอร่อยกว่าวิทกัส กินใหญ่เลย”

มันอร่อยจริงๆ นะคะ หอมปลาชั้นดี รสชาติกลมกล่อม น้ำลายสอ ลืมวิทกัสไปได้เลยค่ะ ยิ่งผสมน้ำซอสอาหารเปียกที่มีเนื้อปลาทู ปลาซาบะคลุกเคล้าด้วยละก็… ฟินมากๆ

พี่เพลินได้ยินบ่อยๆ เข้าจึงขอหน้าตาถุงมาดูแล้วจดจำไว้

“Purlina One” พี่เพลินทวน หายไปพักใหญ่ๆ แล้วกลับมาพูดว่า

“พี่รำพึงรู้ไหมคะว่ามันเป็นยี่ห้อ Premium แพงเอาเรื่องเลยล่ะ”

ฉันหูผึ่ง ฉันชอบของแพงอีกแล้วเหรอคะ

“คือ Purlina มันเป็นแบรนด์หลัก แล้วจะแตกแบรนด์เป็นอีกหลายแบรนด์ ตัว One  นี่เป็นไลน์พรีเมี่ยมของ Purlina ราคาถุงหนึ่งกิโลเท่ากับวิทกัสหรือMe-O 3 กิโลเลยค่ะ เมื่อกี้ไปดูมีแต่สูตรลูกแมว เลยนั่งคิดจะเอาอันไหนให้ดี เลยเจอ Purlina อีกไลน์นึง ชื่อ Frisky จะไม่พรีเมี่ยมเท่า One ก็เลยลองเอามา”

ฉันชอบฟริสกี้นี้นะ อร่อยกว่าวิทกัสอีกค่ะ รสชาติใกล้เคียง One เลยค่ะ สมกับที่เป็นบริษัทเดียวกัน เม็ดเล็กๆ กินง่ายค่ะ นี่แน่ะ จะบอกให้นะคะ เวลาเลือกอาหารแมวเลือกยี่ห้อที่มันเม็ดเล็กๆ กินง่าย จะช่วยให้แมวเรื่องมากบางตัว (อย่างฉัน) กินได้ค่ะ

“น้องต้องเป็นแมวผู้ดีตกยากมาแน่ๆ ดูซิ หน้าตาสวยงาม สะอาดสะอ้าน เดินเหินประเปรียว ไม่เหมือนแมวพวกนั้น หน้าทู่ๆ เสียงดุร้าย เดินก็อย่างกับแมวนักเลง” พี่เพลินวิพากษ์วิจารณ์

แมวผู้ดีตกยากเหรอ… ฉันจะเป็นแมวผู้ดีตกยากได้ยังไง จำได้ฉันก็อยู่ในวัดแล้ว ตกยากตั้งแต่เกิดต่างหาก

“ม้าวววววว” ฉันขานรับ เลียเท้าพี่เพลินเป็นการประจบเอาใจ

อยากจะบอกเหลือเกินว่า ขอบคุณที่เลี้ยงดูฉัน ฉันไม่ต้องตกยากอยู่ที่วัด

 

ฉันชอบการเป็นที่รักของคนเลี้ยง ฉันจึงทนไม่ได้เมื่อวันหนึ่งนังแมวดำจอมกร่างมันมาทำปวกเปียกเป็นไข้อยู่ในชายคาบ้าน มันเดินโซเซหน้าตาป่วยโทรม พี่รำพึงทนสงสารมันไม่ไหว ไปคุ้ยๆ หายาแก้ไข้ในบ้านเอามาป้อนให้มันจนมันเริ่มอาการดีขึ้น

น้ำตาแมวอย่างฉันไหลทันที ทำไมต้องไปดีกับมันด้วย… ทำไม แล้วถ้าพี่รำพึงใจอ่อนรับเลี้ยงมันอีกตัวล่ะ แล้วทุกคนจะไปรุมรักมันไหม แล้วฉันล่ะ…

คิดอย่างนั้นฉันจึงก้มหน้าก้มตาเดินจากไป ไปหากินเอาดาบหน้า ไม่อยู่แล้วที่นี่ นังแมวนั่นมันมารยาน่าสงสาร เดี๋ยวฉันก็คงตกกระป๋อง อย่ารอจนถึงวันนั้นเลย ไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า

แต่การไปอยู่ที่อื่นไม่ง่าย ไม่มีใครให้อาหารฉันกิน ฉันได้แต่อาศัยกินใบไม้ใบหญ้าตามทาง วิ่งหนีพวกแมวอันธพาลที่ข่มขู่ เยาะเย้ย น้ำตาฉันไหล เขาหาว่าฉันตกอับอีกครั้ง

ฉันแอบแวบกลับไปเมียงมองที่บ้าน ได้ยินเสียงพี่รำพึงร้องเรียก แอ๊บบี้ๆๆ กินข้าวลูก ฉันก็กลั้นใจ กลั้นสะอื้นไม่ไปหา คอตกหันหลังเดินจากไป

ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าฉันหิวจัง ไม่ชอบเลยที่ต้องนอนไร้ที่กำบัง ฉันกำลังจะกลายเป็นแมวตกยากอีกครั้ง แต่ฉันก็ไม่อยากให้นังแมวดำนั่นมันหยามน้ำหน้าฉันนี่นะ หรือมาแบ่งความรักไป

ฉันอดทนอยู่อีกสักพักใหญ่ก็เจอนังดำตัวนั้นคุ้ยเขี่ยหากินแถวพงหญ้าในลานว่างของหมู่บ้าน นึกแปลกใจที่มันไม่ได้ปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ที่บ้านแทนที่ฉันอย่างที่ฉันคิด นางเงยหน้ามองฉันที่แอบดูอยู่แล้วพูดเรียบๆ

“กลับบ้านสิแม่สามสี”

ฉันพูดไม่ออกจนมันต้องพูดอีกครั้ง

“พวกเขาตามหาเธอกันใหญ่ เป็นห่วงเธอ เธอน่ะโชคดีมากรู้ไหมแม่สามสี ยังจะทำเล่นตัวทำไม”

“เขาตามหาฉันเหรอ”

“ใช่ เขาไม่ได้อยากเลี้ยงแมวเพิ่มหรอกนะ แล้วฉันก็ทำท่าประจบออเซาะอย่างเธอไม่เป็นเสียด้วย แต่ไม่แน่นะ ถ้าเธอไม่กลับไปสักที ฉันจะไปสวมรอยเข้า”

ฉันจึงรีบกลับบ้านทันที ท้องยิ่งหิวๆ อยู่ แต่ก็ขอบใจมันทิ้งท้าย

“ขอบใจนะแม่ดำ” เราแมวเรียกกันตามสีตามพันธุ์ นางดำช้อนลูกตามองแวบนึงแล้วเล็มใบไม้ใบหญ้าต่อไป

ฉันจึงกลับมาอย่างปลอดโปร่ง กลับไปกินอาหารเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ลืมที่จะเขี่ยนังนกที่ชอบแย่งอาหาร

“กลับมาละน่อแอ๊บบี้ หายงอนละกา” พี่รำพึงพูดภาษาเหนืออย่างอารมณ์ดี

ม้าวววว….. หนูขอโทษค่า หนูจะไม่ดื้อ ไม่ซน หนูรักบ้านนี้นะค้า ม้าวววว

 

แล้ววันหนึ่งพี่เพลินก็พูดโทรศัพท์กับพี่พักตร์ เล่าว่า

“ดูโคนันมา บางทีก็เชื่อไม่ได้นะ มันมีคดีนึงตามหาแมวสามสี บอกมีค่าเป็นล้าน เราตกใจแล้วก็ดีใจ อุ๊ย แอ๊บบี้เป็นแมวสามสี มีราคาเป็นล้านเลยเหรอ”

พี่เพลินหันมามองหน้าฉัน ขณะที่ฉันก็ส่ายหางไปมา…. ฉันเนี่ยเหรอราคาเป็นล้าน ล้านนี่มันเยอะแค่ไหนเหรอ

“แต่ปรากฏว่าแมวสามสีเป็นแมวที่เห็นได้ทั่วไป เป็นแมวจรก็เยอะ เลยอ้าว แล้วในโคนันคืออะไร”

เงี้ยวววว….. อ้าว ฉันเป็นแมวที่เห็นได้ทั่วไปเหรอ ฉันไม่ได้ unique and special เหรอ ว้า…

 

เอาเถอะ ฉันจะมีราคาแค่ไหนก็ช่าง ตอนนี้ฉันเป็นแมวมีบ้าน มีคนพาไปฉีดวัคซีน และหยอดยากันเห็บหมัดให้ทุกเดือน มีอาหารให้กิน

“แอ๊บบี้ชอบชามเก่าๆ เหรอลูก” พี่เพลินถาม เมื่อเห็นฉันกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจว่าชามนั้นเป็นเพียงกล่องพลาสติกใส่อาหาร Take away ที่แบ่งสองช่อง บ้านนี้เลยเอามาเป็นชามใส่อาหารฉัน ไม่ได้ซื้อชามสวยๆ ให้กิน ฉันไม่เห็นเป็นปัญหาอะไร สะดวกดีออก กล่องพลาสติกเหลือใช้นี้มีสองช่อง ช่องหนึ่งใส่อาหารเม็ด อีกช่องใส่น้ำ

“ไว้จะซื้อชามมาให้นะ แต่วันนั้นไปหาที่ซูเปอร์มาร์เก็ตริมปิงแล้วหาไม่เจอ”

ฉันอยู่อย่างนี้มีความสุขดีแล้ว กินอิ่ม นอนหลับ มีอิสระ มีที่คุ้มหัว จนวันหนึ่งที่พี่รำพึงพาฉันไปหาหมอเพื่อฉีดยาคุม แล้วกลับมาเล่าให้พี่เพลินฟัง

“หมอไม่แนะนำให้ฉีดยาคุมไปเรื่อยๆ มันไม่ดีกับมดลูกแมว มันมีสิทธิ์มดลูกเน่าได้ เราทำหมันไหมคะ”

พี่เพลินตกใจ ไปหาอ่านข้อมูลแล้วพบว่าการฉีดยาคุมให้สัตว์มีข้อเสียมากมาย จึงตกลงใจ

“โอเค แอ๊บบี้ เราจะพาน้องไปทำหมันกันนะคะ”

ม้าวววว…. ทำหมันคืออะไร ได้ยินพี่เพลินกับพี่รำพึงพูดกันว่าจะต้องถูกทำให้สลบและผ่าท้องฉัน กรี๊ด ไม่นะ ไม่จริง ฉันกลัว

แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็กลับบ้านมาพร้อมกรง แล้วจับฉันเข้าไปขัง ปลอบใจให้ฉันอดทน เพราะจะต้องอดข้าว อดน้ำ แปดชั่วโมง

ฉันหิวมาก และไม่เข้าใจเลย ทำไมต้องขังฉันไว้ในกรงด้วย ฉันไม่เคยอยู่ในกรงมาก่อน

แง้วๆๆๆ ม้าวๆๆๆ แง้ววววว

ฉันร้องทั้งวัน แต่ละคนก็เดินวนเวียนมองฉันอย่างเห็นใจพร้อมบอกให้อดทน จากนั้นพอตอนเย็นก็แบกกรงฉันขึ้นรถกระบะ พาไปคลินิกหมอ

ปรากฎว่าหมอศุภชัยที่นัดไว้เบี้ยวนัด ไม่อยู่ ไม่เปิดคลินิก รอนานมากจนฉันตาลาย พี่เพลิน พี่รำพึง และพี่คมจึงปรึกษากันว่าจะพาไปทำที่อื่น

“หมอทำไมไม่อยู่ แอ๊บบี้อุตส่าห์อดข้าวอดน้ำ”

พวกเขาจึงพาไปอีกที่ใกล้ๆ บ้านเช่าพวกเราชื่อโรงพยาบาลเพื่อพูน ทางนั้นบอกว่าต้องมาพรุ่งนี้เช้า ไม่มีหมอผ่าตอนนี้ พวกเราจึงต้องกลับบ้านไป

“โถ ลูก อดข้าวอดน้ำฟรีเลย” พี่เพลินพูดพลางลูบหัวฉัน พอปล่อยออกจากกรงปุ๊บฉันจึงเดินโผเผ โซเซไปที่ต้นไม้ ทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจ และหิว อ่อนเพลีย ทำไมอยู่ดีๆ มาจับฉันใส่กรงแล้วทรมานฉันแบบนี้

พวกเขาเดินตามหาฉันกันใหญ่ ได้ยินบ่นกันว่าสงสัยแอ๊บบี้งอน

ใช่ ฉันงอน แต่สุดท้ายฉันก็ทนหิวไม่ไหว ส่งเสียงเงี้ยวววว ให้พวกเขาตามหาฉันเจอ

พี่คมอุ้มฉันกลับมากินข้าวกินน้ำ ฉันกินอย่างหิวโหยแล้วหลับไปอย่างอ่อนแรง

ตื่นมาอีกทีพวกเขาก็จับฉันใส่กรงแล้วค่ะ เอาไปโรงพยาบาลเพื่อพูน เตรียมทำหมัน เขาเอากรงใส่ฉันไปไว้ในห้องแคบๆ พี่เพลิน พี่รำพึงโบกมือบ๊ายบายหน้าตาเป็นห่วง ฉันสิตัวสั่นจะแย่ กลัวจะตาย แล้วถึงเวลาพวกเขาก็ทำอะไรต่อมิอะไรกับฉันสารพัดจนฉันวูบไปไม่รู้สึกตัวอีก

ถ้าคุณคิดว่าการทำหมันเป็นเรื่องปกติของแมวก็อาจจะใช่

แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน…. มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเรื่องวุ่นวายอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย

ในความสะลึมสะลือแห่งความว่างเปล่านั้น ฉันได้ยินเสียงแว่วๆ ของหมอและผู้ช่วยพูดกัน

“ตายล่ะ ทำยังไงดี แมวเคยผ่าทำหมันมาก่อนแล้วนี่นา งั้นเราเย็บๆ มันเข้าไปก่อนละกัน เย็บๆ ไปเถอะ แกเย็บก็ได้ จะได้หัด แล้วเธอ ไปโทรบอกเจ้าของซะ”

ฉันทำหมันมาก่อนหรือ… ใครทำให้ฉันกันนะ ฉันไปเคยทำตั้งแต่เมื่อไหร่ อยู่วัดไม่เคยมีใครทำให้สักหน่อยนะ

แวบหนึ่งจนเมื่อทุกสิ่งวูบดับไปนั้น ฉันนึกสงสัยถึง “อดีต” ของตัวเอง

ขณะเดียวกันก็ไม่รู้เลยว่า เมื่อตื่นมาแล้ว ชีวิตของตัวเองก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

 

Posted in ABBY's Journal: เรื่องเล่าบันทึกแอ๊บบี้, Uncategorized

บันทึกแอ๊บบี้: เหมียวน้อยกลอยใจ ตอน2

img_3212

๒. บ้านใหม่ กับ รักใหม่

สวัสดีค่ะ แอ๊บบี้กลับมาแล้วค่ะ หลังจากปรับตัวกับบ้านใหม่อยู่สักพัก…ใช่ค่ะ สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ทิ้งฉัน มารับฉันไปอยู่บ้านเช่าชั่วคราวแห่งใหม่ด้วยกันค่ะ

เรื่องมันเริ่มจากคืนที่พี่จันทร์ไม่กลับบ้าน ฉันกินอาหารเม็ดที่เหลืออยู่ในชามด้วยความหวาดหวั่น หิวก็หิว แต่ก็ไม่กล้ากินหมด กลัวต่อไปถ้าถูกทิ้งจะไม่มีข้าวกิน

ม้าว… ไปไหนกันน้า

จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง ท้องฉันก็ร้องโครกด้วยความหิว จึงตัดสินใจกินอาหารเม็ดในชามส่วนสุดท้ายไป… มองกลับไปทางวัดที่เคยจากมา… ไม่เอานะ ฉันต้องกลับไปเร่ร่อนอดมื้อกินมื้อ ต่อสู้กับพวกหมาแมวในวัดอีกจริงๆ น่ะหรือ…

พอฟ้าเริ่มสว่าง เริ่มมีสัญญาณแห่งชีวิตรอบๆ ด้าน ฉันก็เห็นพี่รำพึงขี่มอเตอร์ไซค์เข้าบ้านมา ร้องเรียก

“แอ๊บบี้ ไปกัน กินข้าวหมดแล้วกา”

เย้ๆๆ ตกลงพวกเขาจะเอาฉันไปอยู่ด้วยแล้วล่ะ… พี่รำพึงหัวเราะขณะอุ้มและลูบขนฉันเบาๆ

“นั่งดีๆ เน่อแอ๊บบี้” แล้วก็เอาฉันใส่ตะกร้าหน้ามอเตอร์ไซค์

ได้ค่ะ… หนูยอมทุกอย่าง หนูจะเป็นเด็กดี… ฉันร้องง้าวๆ ตอบรับ

ขับไปแป๊บหนึ่งก็เข้าสู่หมู่บ้านเก่าๆ กลางเมือง แล้วฉันก็ได้เริ่มต้นใหม่ที่บ้านเช่าหลังนี้

ง้าวๆๆๆๆ…. ฉันร้องอย่างตื่นเต้นขณะที่เหลียวไปมองรอบๆ บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่มากเท่าบ้านเดิม แต่ก็มีบริเวณพอดีๆ มีโรงรถ มีสนาม ที่สำคัญคือรั้วไม่สูงมาก ทำให้แมวผู้ปราดเปรียวอย่างฉันกระโดดเที่ยวเล่นไปนู่นมานี่ สอดส่องเพื่อนบ้านได้หลายหลังเลยทีเดียว

“สงสัยแอ๊บบี้คงจะใจเสียน่าดู ถูกเอามาเป็นตัวสุดท้าย” พี่เพลินยิ้มเมื่อเห็นฉันร้องง้าวๆ มองสถานที่ใหม่อย่างตื่นเต้น

“นี่แอ๊บบี้ เรามาอยู่ที่นี่กันชั่วคราวก่อนนะ ที่นี่ไม่รู้มีหนูให้แอ๊บบี้จับหรือเปล่านะ”

ฉันอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้มีคนรัก คนเลี้ยง คนให้ข้าวให้น้ำ ฉันอยู่ง่าย กิน (ไม่ค่อย) ง่าย และรักอิสระ ไม่ต้องการการประคบประหงมมาก ฉันอยู่นอกบ้านได้ อย่างน้อยโรงรถมีหลังคาก็คุ้มกะลาหัวแมวอย่างฉันได้

โรงรถมี 2 ส่วน ฝั่งที่ติดกับห้องพี่รำพึงเป็นซองที่พี่เพลินจอดรถ ฉันชอบไปนั่งเล่นใต้รถสีแดงของพี่เพลิน มันเย็นสบายมาก หรือบางทีก็ชอบนั่งๆ นอนๆ ขวางรถพี่เพลิน จนพี่เพลินต้องมาเรียกๆ ไล่ๆ ให้ฉันไปนอนที่อื่น

“ไม่กลัวรถชนเหรอแอ๊บบี้”พี่เพลินยิ้มให้ฉัน หลังๆ พี่เพลินยิ้มให้บ่อยขึ้น เริ่มเอาเท้ามาเขี่ยๆ แหย่ๆ หรือตอบสนองเวลาฉันเอาหน้าไปถูไถที่รองเท้าพี่เพลิน… พี่เพลินไม่ถอยเท้าหนีแล้ว

ง้าว…. ฉันร้อง ไม่กลัวหรอกค่ะ หนูอยากเล่นด้วย

อันที่จริงฉันก็แค่อยากเล่นกับพี่เพลินเฉยๆ จริงๆ การไปนอนขวางรถพี่เพลินบ่อยๆ ก็ดีนะคะ ทำให้พี่เพลินสังเกตฉันมากขึ้น แล้วก็ดูเหมือนจะเอ็นดูฉันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

 

ตอนแรกทุกคนปรับตัวกับบ้านใหม่ ยังดูวุ่นวายกันอยู่ ผ่านไปสักเดือนกว่าเริ่มลงตัว ชีวิตฉันก็ลงตัวมากขึ้นด้วยเช่นกัน แต่คุณรู้ไหมคะ ปัญหาที่แมวอย่างฉันพบในที่ใหม่แห่งนี้คืออะไร…

แมวอันธพาล ค่ะ…

ใช่ค่ะ ในหมู่บ้านนี้มีแมวจรจัดเยอะมาก (ทำเป็นพูดเนอะ เมื่อก่อนฉันก็เป็นแมวจร) แล้วมันก็ชอบกระโดดข้ามกำแพงบ้านอื่น มาขู่ฟ่อๆ ฉัน วิ่งไล่กัดฉันบ้าง รวมถึงแย่งข้าวฉันกินด้วย

ใช่ค่ะ เจ้าพวกแมวเถื่อนน่ารังเกียจพวกนั้น

“ไอ้แมวบ้า ไปให้พ้นๆๆ นะ” พี่เพลินร้องไล่แมวอ้วนสีเทาหน้ามู่ทู่ที่เอาตีนมาถีบฉัน ตั้งใจจะแย่งอาหารเม็ดแสนอร่อยของฉัน ไอ้แมวอ้วนนั้นรีบวิ่งหนีไป

“หนอยแน่ะ มาแย่งอาหารแอ๊บบี้ ไอ้แมวขี้อิจฉา”

พี่เพลินดูตกใจเมื่อเห็นฉันโดนคุกคาม พี่รำพึงเองก็เล่าว่ามีอีกหลายตัวมาคอยกลั่นแกล้งฉัน ทั้งแย่งข้าว ทั้งวิ่งไล่กัด

“แอ๊บบี้ น้องต้องสู้บ้างสิ” พี่เพลินดุฉัน

ม้าว… ก็มันน่ากลัวจะตาย ตัวใหญ่ ฉันจะเอาอะไรไปสู้กับมันได้ล่ะ ฉันเป็นแมวอ่อนโยนขนาดนี้

“เฮ้อ นี่ดูซิ ยังปล่อยให้นกมาแย่งข้าวอีก นกก็สู้ไม่ได้เหรอลูก” พี่เพลินบ่นต่อ เมื่อได้ยินว่าบางทีนกก็มาจิกแย่งกินอาหารเม็ดของฉัน

แหม ดูถูกกันจังนะพี่เพลิน… ฉันนี่เซียนจับนกนะคะ ที่มันแย่งข้าวฉัน นางนกพวกนั้นมันเล่นทีเผลอหรอกนะ…

และเพื่อพิสูจน์ให้พี่เพลินเห็นว่าฉันสู้นกได้ วันถัดมาฉันจึงตะปบนางนกที่มันมาจิกอาหารฉันอย่างเพลิดเพลิน คราวนี้ฉันซุ่มเงียบดักดูพวกนาง

“โอ๊ะ ทำไมขนนกมาอยู่ในชามข้าวแอ๊บบี้ น้องไม่สู้นกอีกแล้วเหรอลูก”

“ม้าว…” ฉันร้องประท้วง ไม่ใช่สักหน่อย พี่เพลินนี่ ไม่เข้าใจแมวเลย

“อ๋อ แอ๊บบี้ไล่จับนกค่ะ”พี่รำพึงแก้ให้ “พี่รำพึงเอาซากนกไปทิ้งแล้ว เหลือขนร่วงออกมาหน่อยไม่ทันดู”

“โห แอ๊บบี้ ทำไมน้องโหดจัง เป็นแมวน่ารักไม่ใช่เหรอ ทำไมฆ่านกละลูก” พี่เพลินร้อง

เอ๊ะ พี่เพลินนี่มีความลำไยนะคะ… ให้นกแย่งข้าวก็หาว่าฉันไม่สู้ พอตะปบมันได้ก็หาว่าฉันโหดร้าย

แม้วๆๆๆๆๆ…. ฉันร้องท้วง แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังเป็นแมวอ่อนโยนไม่สู้คนอยู่ดีในสายตาพี่เพลิน เพราะเมื่อนางแมวป่าเถื่อนมันลอบมาขู่ฟ่อ กัดฉันทีเผลอตอนตีสาม ทำเอาเท้าฉันเป็นแผล พี่เพลินก็น้ำตาซึม

“แอ๊บบี้เอ๊ย ทำตัวอย่างนี้น่าเป็นห่วง เฮ้อ”

แต่คุณรู้ไหมคะ ข้อดีของการถูกแมวอื่นทำร้ายคือ ฉันได้รับความสงสาร เห็นใจจากเจ้านายมากขึ้น ในที่สุดจากที่ไม่เคยจับต้องฉันเลย พี่เพลินเริ่มเอาเท้ามาเล่นแหย่…

คราวนี้ พี่เพลินก้มลงเอามือลูบหัว ลูบตัวฉันเล่นอย่างรักและเอ็นดู

จากนั้นมาพี่เพลินก็ลูบ เล่นกับฉันเกือบทุกวันเลยล่ะ

 

 

Posted in ABBY's Journal: เรื่องเล่าบันทึกแอ๊บบี้, Uncategorized

บันทึกแอ๊บบี้: เหมียวน้อยกลอยใจ

IMG_2615.JPG

บทที่๑. จากแมววัดเป็นแมวบ้าน

ฉันชื่อแอ๊บบี้ เป็นแมวสามสี และเป็นแมวจรจากวัด แอบตีเนียนมาอยู่บ้านพี่เพลินได้เกือบ 3 ปีแล้วค่ะ พี่เพลินบอกว่าฉันมีชื่อจริงว่าอาบิเกล ชื่อเล่นแอ๊บบี้ มาจากนางเอกหนังสือเรื่อง “แอ๊บบี้สาวน้อยพลังจิต” ที่มีชื่อจริงว่าอาบิเกล ฉันไม่รู้ว่าฉันอายุเท่าไหร่ เวลาที่บ้านพี่เพลินพาไปหาหมอฉีดวัคซีน หยอดยาเห็บหมัด ฉันจะเห็นพวกเขาบอกหมอว่าหนึ่งปีบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง ตามระยะเวลาที่ฉันมาอยู่บ้านนี้
.
ฉันเป็นแมวมาจากไหน สำคัญอะไรอย่างไรน่ะหรือคะ ฉันมาจากวัดค่ะ
.
ฉันไม่ชอบชีวิตแมวๆ ในวัดเลยค่ะ ตั้งแต่จำได้ก็ต้องแย่งข้าวแมวข้าวหมาตัวอื่นในวัดกิน แต่ละตัวก็ดุร้าย หน้าตาไม่เป็นมิตร หรือไม่ก็คงเห็นฉันเป็นแมวสาวตัวเล็ก รังแกง่ายหรือเปล่าก็ไม่รู้ ข้าวที่แย่งกันก็ไม่ได้อร่อยอะไรหรอกค่ะ กลิ่นเหม็นสาบ รสชาติประหลาด บางทีก็มันๆ ด้วยซ้ำ  ฉันจึงชอบลัดเลาะไปตามที่ต่างๆ เพื่อหาอาหารดีๆ กิน เจอบ้างไม่เจอบ้าง บางทีเจอคนใจดีก็แบ่งปันอาหารให้ฉันกินเหมือนกัน

เรื่องมันเริ่มจากวันหนึ่งฉันแอบส่องเข้ามาในบ้านหลังหนึ่งซึ่งรั้วติดกับวัดเลยค่ะ ฉันชะเง้อคอยืดคอยาวดูอยู่หลายรอบจึงเห็นว่าส่วนที่ติดกับรั้ววัดคือส่วนหลังบ้านที่ทำเป็นลานซักล้าง ทำกับข้าว รีดผ้า มีผู้หญิงหน้าตาใจดีสองคนทำงานบ้านอยู่ตรงนั้น คนหนึ่งรีดผ้า ซักผ้า อีกคนหนึ่งทำกับข้าว ถัดไปมีประตูเข้าบ้าน บางวันจะเห็นผู้หญิงสองสามคน ผู้ชายหนึ่งคน และเด็กผู้ชายตัวน้อยสลับกันเดินเข้า-ออก ฉันเลยได้รู้ว่านั่นเรียกว่า “เจ้าของบ้าน”

ฉันกระโดดจากรั้วลงมาส่วนหลังบ้านด้วยความสนใจ บ้านอะไรกันนี่ดูคนเยอะครึกครื้น หันไปสบตากับพี่สาวคนที่เพิ่งรีดผ้าเสร็จก็ร้อง “เมี้ยว” ให้ผูกมิตร พี่คนนั้นหัวเราะ เรียกว่า “ไง เจ้าเหมียว” แล้วหันไปพูดกับพี่ผู้ชายอีกคนที่ฉันมารู้ทีหลังว่าเป็นแฟนพี่เขาว่า “แมวนี่น่าฮักน่อ หน้าตาน่าเอ็นดู” ฉันเลยยิ่งอยากผูกมิตร ร้องเมี้ยวๆ ใหญ่

หลังจากนั้นฉันก็มาป้วนเปี้ยนบ่อยๆ ร้องเมี้ยวๆ พี่ใจดีคนนี้เลยสงสารให้ข้าวฉันบ้าง เป็นข้าวคลุกปลาบ้างอะไรบ้าง ฉันก็ไม่ค่อยชอบนักหรอกแต่ก็รสชาติดีกว่าที่กินที่วัด ฉันเริ่มนอนที่นี่บ้าง ก็มันมีร่มเงา มันเย็นสบายดีจะตาย พี่สาวใจดีที่ฉันมารู้ชื่อในเวลาต่อมาว่า ‘พี่รำพึง’ ก็เรียกฉัน เจ้าเหมียวๆ ฉันดีใจและรู้สึกแปลกดีเพราะไม่เคยมีชื่อกับเขามาก่อน ตอนอยู่วัดไม่มีใครเรียกฉัน พอพี่รำพึงเรียกฉันว่าเจ้าเหมียว ฉันเลยดีใจมาก นี่ฉันจะมีชื่อกับเขาแล้วนะ

คนอื่นในบ้านเริ่มสังเกตเห็นฉันบ่อยๆ  หนึ่งในเจ้าของบ้านเดินออกประตูมาเจอฉันก็หยุดมองแวบหนึ่ง หน้าตาไม่ยิ้ม พี่รำพึงก็บอกว่า

“แมวนี่น่ารักค่ะ มันมาอ้อนวิ่งเล่นสักพักละ นี่ช่วยจับหนูได้ตั้งหลายตัว”

ใช่ค่ะ ฉันอยากให้บ้านนี่เห็นว่าฉันมีประโยชน์นะคะ ฉันเลยช่วยจับ ‘หนู’ ที่วิ่งเพ่นพ่านจากท่อขึ้นมาได้ตั้งหลายตัว

“หน้าตามันน่ารักดีนะคะ ปกติเพลินไม่ชอบแมว เพราะแมวมันตาน่ากลัว ดูเย็นชา แต่ตัวนี้มันดูแบ๊วๆ น่ารักดี”
พี่รำพึงยิ้มที่เห็นคนที่ชื่อ ‘พี่เพลิน’ ชมฉัน และไม่ว่าอะไร ฉันเลยเพิ่งได้รู้ว่าพี่เพลินคนนี้ไม่ชอบแมว แต่พี่เพลินไม่ว่าอะไรฉัน แปลว่าฉันมีโอกาสจะได้อยู่บ้านนี้ต่อไปสินะ โอเค… ต่อไปนี้จะจับหนูโชว์ทุกวันเลย

นอกจากพี่รำพึงยังมีพี่จันทร์ พี่จันทร์เป็นพี่เลี้ยงของเจ้าของบ้าน ท่าทางไม่ค่อยชอบสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่แต่ไม่ได้รังเกียจ ให้อาหารฉันบ้างตามสมควรแต่ไม่เล่นไม่หยอกล้อเหมือนพี่รำพึง แฟนพี่รำพึง และลูกสาวพี่รำพึง

เจ้าของบ้านคนอื่นๆ คือพี่พักตร์นานๆ จะกลับมาบ้านที พี่พักตร์มองฉันอย่างสนใจและเอื้อเอ็นดู ฉันสัมผัสความเป็นมิตรจากพี่พักตร์ได้ ส่วนพี่แพรวพี่สาวคนโต กับพี่เตยสามีของพี่แพรวก็ดูเฉยๆ ไม่สนใจ ไม่ยินดียินร้าย ส่วนเด็กน้อยติโต้ลูกชายพี่แพรวก็ดูมองฉันแบบงุนงงว่านี่ตัวอะไร

ฉันเลยเนียนเข้ามาอยู่ในครอบครัวนี้โดยปริยาย แต่พวกเขาก็เลี้ยงฉันไว้ข้างนอกบ้าน ไม่ได้เลี้ยงในบ้าน ซึ่งไม่เป็นไรเลย ดีเสียอีกฉันจะได้มีอิสระวิ่งไปไหนมาไหนก็ได้เต็มที่ ส่วนพี่รำพึงก็แสนดี กลัวคนในบ้านไม่ยอมให้เลี้ยงแมว ก็เลยบอกฉันว่า ต้องจับหนูให้ได้ทุกวันไม่งั้นไม่ได้กินข้าวนะ ฉันก็…สบายมาก… หนูเยอะแบบนี้งานถนัด ฉันได้กินข้าวอิ่มทุกมื้อ แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยชอบกินข้าวสวย ไก่ ปลาอะไรพวกนี้เท่าไหร่ แต่มันอบอุ่นมากกว่านะ มีคนให้อาหารด้วยความรัก ไม่ต้องกลัวว่าจะอดมื้อกินมื้อเหมือนตอนอยู่วัด

ฉันได้เรียนรู้ว่าเมื่อก่อนบ้านนี้เลี้ยงหมา เลี้ยงมายาวนานหลายสิบปี มีหมามาแล้วทั้งหมดน่าจะเกินสิบตัว แต่ตอนนี้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว พวกเขารักหมา ไม่เคยสนใจแมว ไม่รักแมว แต่การที่ไม่ปฏิเสธฉันก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีไม่ใช่หรือ

นานวันเข้าพี่เพลินเริ่มมองฉันด้วยความสนใจและเป็นมิตร ชอบพูดพึมพำว่า “มันก็น่ารักดีนะเจ้าเหมียวน้อยเนี่ย”

ฉันก็ร้อง ง้าวๆๆ เมี้ยวๆ แง้วๆๆ เพื่อทักทาย ผูกสัมพันธ์ อยากเล่นด้วย เอาเท้าไปคลอเคลีย พี่เพลินชะงัก หดเท้าหนีแล้วรีบเดินไป ฉันตกใจและเสียใจหน่อยๆ แต่ได้ยินพี่รำพึงคุยกับพี่จันทร์เลยปะติดปะต่อได้ว่า พี่เพลินกลัวหมัดหมาหมัดแมว เพราะแพ้เห็บหมัด เมื่อก่อนเลี้ยงหมานอกบ้านก็จริงแต่มีช่วงที่หมัดแพร่เข้าบ้าน พี่เพลินเป็นคนเดียวที่ถูกหมัดกัดและแพ้เป็นตุ่มคัน เป็นๆ หายๆ อยู่หลายปี แม้จะรักและอยากเล่นกับหมายังไงพี่เพลินก็ไม่เล่นเพราะกลัวหมัดกัด เป็นแผลเป็นรอยดำ ใช้เวลานานกว่าจะหาย

ส่วนบ้านป้าดาที่อยู่ข้างๆ บ้านพี่เพลินนี้ เคยมีประวัติถูกหมัดแมวรุมทั้งหลัง เขาว่าหมัดแมวเล็กและแพร่เร็วกว่าหมัดหมา ฉันก็ไม่รู้หรอก รู้แต่ว่ามันก็น่ารำคาญพอกัน บ้านป้าดาตอนนั้นทั้งรมยาทั้งบ้าน เผากระดูกหมูรมควันให้กลิ่นไล่แมลง ไล่หมัดก็ทำมาแล้ว ต้องย้ายบ้านชั่วคราวเป็นเรื่องใหญ่โต การมีแมวมาคลอเคลียทำให้สาวๆ บ้านนี่แอบกลัว

ฉันอยากจะบอกพี่เพลินมากว่าฉันสะอาดจะตาย ไม่มีเห็บหมัดหรอก ขนฉันก็นุ่มสวยชวนให้จับ ฉันรู้สึกว่าพี่เพลินอยากเล่นด้วยเหมือนกันแต่ความกลัวเหมือนจะมีมากกว่า

จนวันหนึ่งพี่เพลินก็เดินมาบอกพี่รำพึงว่า
“ประชุมกันแล้ว” หมายถึงคุยกันระหว่างสามพี่น้อง “ว่าตั้งชื่อให้เหมียวว่า แอ๊บบี้”

ฉันหูผึ้ง อะไรนะ ชื่อใหม่เรอะ ว้าว… แอ๊บบี้ ชื่อน่ารักเป็นฝรั่งเก๋ๆ

“หา อะไรนะคะ เรียกไม่ถูก” พี่รำพึงบอก

“แอ๊บบี้ค่ะ ออกเสียงไม่ถูกให้คิดถึงคำว่าแอ็บค่ะ แอ็บอ่องออ แต่จากแอ็บ เป็นแอ๊บ แอ๊บบี้” (แอ็บเป็นอาหารเหนือ แอ็บอ่องออ คือแอ็บสมองหมู)

แล้วพี่เพลินก็ย่อตัวลงมาพูดกับฉันว่า

“ต่อไปนี้เธอชื่อแอ๊บบี้แล้วนะ ชื่อจริงคือ อาบิเกล”

    อาบิเกล… โว้ว นี่มันชื่อหรูหราไฮโซอะไรอย่างนี้ พี่เพลินหันไปอธิบายให้พี่จันทร์ฟังว่า
“พี่แพรวจะให้ชื่ออาบิเกล แต่คนอื่นจะเรียกยาก ฝรั่งชื่ออาบิเกลเค้าก็เรียกสั้นๆ ว่าแอ๊บบี้น่ะ  หนูก็เคยอ่านหนังสือเรื่องแอ๊บบี้ สาวน้อยพลังจิต”

ฉันรู้สึกหัวใจพองโต ขนก็แทบจะพองไปด้วย รู้สึกชื่นชอบชื่อนี้เอามากๆ มันมีความหมายอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ ฉันร้อง ม้าวววววว….. เป็นการยอมรับ และตอบสนองเวลามีคนเรียก แอ๊บบี้ๆ พวกเขาก็ชมฉันใหญ่ว่า “เออ มันรู้เรื่องเร็วดีนะ”

ฉันอยู่บ้านนี้ต่อมาอีกเรื่อยๆ คนในบ้านก็มองฉันอย่างเอ็นดูบ้าง สนใจบ้าง แต่ไม่มีใครเล่นกับฉันนัก ถ้าพี่พักตร์กลับบ้านก็จะเล่นด้วย แต่พี่แพรวไม่สนใจเลย พี่เพลินเมียงมองหลายทีแต่กลัวเห็บหมัดมากกว่า แต่พี่รำพึงก็เอ็นดูให้ข้าวฉันกินอย่างดี แต่เริ่มสังเกตแล้วว่าฉันไม่ชอบอาหารสด ก็เลยลองซื้ออาหารเม็ดมาให้ลอง อืม… ต้องอย่างนี้สิ แต่เอ รสชาติกลิ่นปลาทูฉันไม่ชอบเลย แต่ก็ดีกว่ากินข้าวสวยกับเนื้อสัตว์

ชีวิตฉันก็ดูเหมือนจะราบรื่นดี ถ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงระลอกแรกเข้ามา ฉันได้ยินพี่รำพึง ลูกสาว และพี่จันทร์กระซิบกระซาบคุยกัน

“เปิ้นจะทุบบ้านกันมะได แล้วเฮาจะต้องไปอยู่ที่ใด” แปลว่า เขาจะทุบบ้านกันเมื่อไหร่ แล้วเราจะต้องไปอยู่ที่ไหน
พี่ๆ เจ้าของบ้านทั้งสามกำลังจะสร้างบ้านใหม่ ด้วยการรื้อทุบบ้านเดิม บ้านเก่ามากแล้ว และต้องซ่อมแซมบ่อย อีกทั้งคนมากขึ้น การใช้ชีวิตก็เปลี่ยนไป จึงอยากจะทำบ้านใหม่สวยๆ ดีๆ เหมาะกับการใช้งานและอยู่อาศัย ดังนั้นจะต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว แว่วพวกเขาหารือกันว่าจะเป็นที่ไหนระหว่าง “หมู่บ้านในฝัน” บ้านในหมู่บ้านจัดสรรที่เดินทางไกลหน่อย รถเยอะ กับบ้านเช่าเก่าๆ ในหมู่บ้านเก่าแก่เล็กๆ ใจกลางเมือง แต่เป็นหมู่บ้านโทรมๆ ไม่ใช่หมู่บ้านสวยๆ

ฉันใจเต้นตึกตัก พวกเขาจะย้ายบ้าน จะทุบบ้านนี่ แล้วรักฉันพอจะเอาแมวอย่างฉันไปด้วยไหมนะ

ได้ข้อสรุปกันในที่สุดว่าพวกเขาจะย้ายไปบ้านเช่าในหมู่บ้านเก่าๆ นั่นเพราะไปมาสะดวก แต่เป็นบ้านเล็กๆ

ฉันไ้ยินแล้วก็ใจคอไม่ดีเลย กลัวว่าพอบ้านเล็กแล้วเขาจะไม่เอาฉันไปอยู่ด้วย

ไม่มีใครให้คำตอบฉัน จนกระทั่งทุกคนเริ่มตั้งต้นรื้อของ จัดลำเลียงลงกล่อง ลงลัง รื้อทิ้งของที่ไม่ใช่แล้ว จัดทำการบริจาค บ้านวุ่นวายไปอยู่พักใหญ่ๆ การรื้อย้ายของใช้เวลาร่วมสองเดือน ระหว่างนี้ฉันเห็นคนงานมากมายช่วยกันรื้อ เรียง จำแนก แยก ข้าวของที่มีมากมายในบ้าน ทุกคนดูหมกมุ่นครุ่นคิดจนไม่มีเวลาเล่นกับฉันเลย พี่รำพึงมาคอยให้ข้าวฉันตามเวลา แต่ก็เคร่งเครียดกับข้าวของมากมายที่ต้องคิดจัดหา

รถกระบะหลายคันเข้าออกมาขึ้นวันละหลายๆ เที่ยว การเคลื่อนย้ายข้าวของเริ่มต้นขึ้นแล้วนั่นเอง
     ฉันร้องม้าวๆ ตอนพี่เพลินเดินผ่าน

“งงสินะแอ๊บบี้ พวกเรากำลังวุ่นวายรื้อบ้าน ย้ายของอยู่ แอ๊บบี้กินข้าวรึยัง”

 ม้าววว….. จะไปไหนกันหรือคะ จะไปไหนกัน พาหนูไปด้วยไหมคะ ฉันร้องถาม แต่พี่เพลินก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

จนกระทั่งบ้านแทบไม่เหลือข้าวของอะไรแล้ว พี่ๆ เจ้าของบ้านทั้งสามคนก็ไม่กลับบ้าน พี่รำพึงก็ไม่อยู่ เหลือแต่พี่จันทร์… พวกเขาไปกันแล้วหรือไงนะ พวกเขาย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังใหม่ชั่วคราว แล้วจะปล่อยฉันไว้กับซากตึกที่รอวันรื้อถอน ทุบทำลายหรือ

แล้วทำไมพี่จันทร์ไม่ไป พี่จันทร์อยู่คนเดียว ไม่ยอมไปบ้านเช่าใหม่กับคนอื่น

ได้ยินพี่รำพึงพูดกับพี่เพลิน พี่แพรวว่า

“พี่จันทร์ดื้อ บอกอยากจะเฝ้าบ้านจนวันสุดท้ายก่อนจะถูกรื้อ”

แล้ววันหนึ่งพี่จันทร์ก็ไม่กลับมา… ฉันอยู่ตัวเดียวท่ามกลางบ้านที่เงียบและว่างเปล่า

    พวกเขาไม่เอาฉันไปจริงๆ หรือ…

Posted in A Little Bit of Everything, Uncategorized

Allowing or not?

มีคนเคยบอกฉันว่า ถ้าเราไม่อนุญาต ใครก็ทำร้าย ทำลายเราไม่ได้ โดยเฉพาะทางวาจาและความคิด… สิ่งเหล่านั้นทำร้ายเราได้เพราะเรา “อนุญาต” ให้มันเข้ามา

ว่ากันตามคำต่อคำในประโยคฉันก็พอเข้าใจ แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่เป็นนัยนั้นฉันไม่แน่ใจนัก เขาบอกให้หัดพูดบ่อยๆ ว่า “ฉันอนุญาต ให้เรื่องนี้เกิดกับฉันได้ มีผลกับฉันได้”

และ “ฉันไม่อนุญาตให้เรื่องปวดหัว ขั้วลบพวกนี้เข้ามาในโลกของฉัน”

ฉันลองพูดตามอย่างงงๆ  แล้วก็รู้สึกแปลกๆ เพราะฉันยังไม่รู้สึก

แต่ก็คิดเสมอว่ามันมีประโยชน์ และคงต้องหาทางเข้าใจ ใช้มันให้สัมฤทธิ์ผล เพราะชีวิตนี้เป็นสาวคิดมากมาตลอด

จนเมื่อบ่ายวันนี้ฉันจอดรถไว้ที่นิมมานซอย1 อันแสนแคบ ขณะที่ถอดรถออกมาได้แล้ว เตรียมตรงไปสุดซอยก็มีรถคันหนึ่งพุ่งปราดจากร้านมิกซ์รวดมาขวางหน้าฉันไว้ ฉันไม่หลบ เขาก็ไม่หลบ จอดนิ่งกันอยู่อย่างนั้นเหมือนไม่ยอมแพ้ ฉันคิดแต่ว่าฉันมาก่อน มาถูกทาง อยู่ดีๆ คุณสตาร์ทรถพรวดพุ่งออกมา จะให้หลบยังไง ซอยก็แคบ

จนผู้ชายคนนั้นลงจากรถ ฉันแอบกลัว มันจะมาด่าอะไรฉันหรือเปล่า ฉันเปิดกระจกรถ เขาก็เปิดฉาก

“คุณก็ถอยกลับเข้าซองคุณสิ ผมมาก่อน”

“มาก่อนอะไรคะ นี่ฉันถอยออกมาขับไปตั้งเยอะคุณเพิ่งโผล่มา”

“คุณน่ะต้องหัดดูก่อนจะถอยออกมาว่ามีใครจะออกไหม นี่คุณไม่ดู”

“ดูแล้วค่ะ ฉันถอยอยู่ตั้งนานไม่มีสักคัน นี่วิ่งมาครึ่งซอยคุณพรวดออกมาอย่างกะรีบเหยียบคันเร่ง”

“ไม่จริง คุณน่ะไม่เห็นเองว่าผมมา คุณน่ะไม่เห็นเอง ผมไม่ผิด”

อุวะ ผู้ชายหน้าด้าน เกือบจะด่าไปแล้วว่า “หน้าหนาอะไรเบอร์นี้ เป็นผู้ชายหรือเปล่า เถียงข้างๆ คูๆ” แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเพศไหนก็เถียงข้างๆ คูๆ ได้เหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่ได้พูดไปอย่างที่คิด

“ถ้าคุณจะพูดอย่างนี้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วค่ะ จะให้ทำยังไงคะ”

“ถอยเข้าซองไง ถอยกลับไป ละค่อยออกมาใหม่”

ไอ้เวร… ฉันนึกในใจ จริงๆ ก็พร้อมจะมีปัญหา แต่อีกใจก็กลัวเพราะเขาเป็นผู้ชาย แล้วเราก็มีธุระต้องไปต่อ ก็เลยบึนปากใส่แล้วปิดกระจกใส่หน้า ค่อยๆ กระดึ๊บๆ ถอยกลับเข้าซองไป นึกในใจว่าเห็นแก่ตัวจังผู้ชายคนนั้น เราขับมาตั้งเกินครึ่งซอยแล้ว จะเลี้ยวหน้าโรงแรมคาซ่าแล้ว มันสั่งให้เราถอยกลับไปเข้าซองที่อยู่ต้นซอย ทั้งที่ตัวเองถอยกลับไปที่ร้านมิกซ์ง่ายกว่า

ขับผ่านไปแล้วฉันยังโกรธ โมโห รู้สึกว่าตัวเองยอมแพ้ ไม่ยุติธรรมเลย ฉันหงุดหงิดมากแล้วไม่อยากเป็นแบบนี้เลย ฉันไม่ชอบตัวเองตอนอารมณ์เสีย ฉันพยายามนึกถึง strategies ทุกอย่างที่จะกำจัดอารมณ์ขุ่นมัว สักพักฉันก็นึกถึงเรื่อง “อนุญาต” ขึ้นมาได้ บอกกับตัวเองว่า “ฉันไม่อนุญาตให้เรื่องไร้สาระนี่เข้ามาทำให้ใจฉันขุ่นมัว” พูดแล้วฉันก็แปลกใจ มันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ฉันจึงนั่งลำดับความคิดในหัว “ผู้ชายคนนี้ทำให้ฉันรำคาญใจแค่ตอนนั้น ตอนนี้มันผ่านไปแล้ว ฉันไม่ได้บาดเจ็บอะไร เดือดร้อนอะไร ฉันจะไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ให้ขุ่นมัว ฉันไม่อนุญาตให้เรื่องแค่นี้ทำให้ตัวเองต้องโมโหตัวสั่นไปทั้งวัน”

ใช่ ฉันไม่อนุญาตให้เรื่องนี้มาทำให้ใจขุ่นมัวเด็ดขาด

แล้วมันก็หายไป… อย่างน่าอัศจรรย์

ฉันใช้เวลาทั้งวันด้วยความปลอดโปร่ง จนกระทั่งตกเย็น จะพาแมวไปทำหมัน นัดหมอดิบดี ปรากฏไปถึงหมอปิดคลินิกเสียดื้อๆ จะเอายังไงก็ไม่ว่า ไม่มีโน้ตติดว่ามาสาย ติดธุระ หรือฉุกเฉินใดๆ โทรไป 20 กว่าสายก็ไม่รับ ฉันโมโหทันควัน สงสารแมวที่อดข้าวอดน้ำ 8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัดแล้วหมอก็มาละทิ้งหน้าที่ดื้อๆ

ตอนนี้พยายามพูดอยู่ ฉันไม่อนุญาตให้หมอมาทำลายความสุขของฉัน

คราวนี้แมวงอนทำให้ฉันยังไม่หายโกรธหมอ

ก็ต้องปรับจิตปรับใจใหม่ แล้วลองพูดอีกครั้ง…

allowing or not…?

 

 

 

Posted in Uncategorized

In Remembrance of His Majesty of King Bhumibol Adulyadej… :: My King

img_4488ฉันไม่เคยทำใจได้กับการจากลา…

โดยเฉพาะการลาลับจากโลกนี้ไปตลอดกาล ฉันไม่เคยทำใจกับงานศพได้สักครั้ง โดยเฉพาะของคนที่ฉันรัก

ฉันทำใจไม่ได้เมื่อนึกไปถึงว่าก่อนจากไปนั้น…เลือดเนื้อทั้งปวงกำลังอ่อนแรง หัวใจเต้นช้าลง ช้าลงจนหยุดนิ่งท้ายที่สุด ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหมดไปจากร่าง

แล้วร่างก็จะค่อยๆ เย็นลง เนื้อตัวเปลี่ยนสี… แล้ววันหนึ่งก็จะถูกวางลงบนเมรุ ให้พระเพลิงเผาผลาญ มอดไหม้เหลือเพียงเถ้ากระดูก

หมดแล้ว ไม่มีแล้วร่างอันเปี่ยมชีวิต พูดคุย สัมผัส เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ด้วยกัน สูญสลายเหลือเพียงธุลี เท่านั้นเองมนุษย์ ต่อให้อยากจับเอื้อมคว้าเท่าไรก็ไม่คืนมา

เศร้าแสนเศร้า อาลัยแสนอาลัย เมื่อเห็นควันพวยพุ่งจากเมรุ ยิ่งเป็นจุดระเบิดน้ำตา ย้ำเตือนว่าไม่มีแม้แต่ร่างให้เห็น เนื้อหนังให้สัมผัสกอดรัด

ตอนพ่อกับแม่ของฉันจากไป ฉันร้องไห้ทุกวัน ร้องจนวันหนึ่งเรียนรู้ที่จะข่มน้ำตาเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น คนไม่เคยสูญเสีย ย่อมไม่เข้าใจหัวใจคนถูกพรากดวงใจไม่มีวันกลับ หากฉันยังร้องอยู่ร่ำไป คนจะลำบากใจเมื่อเข้าใกล้

ฉันเรียนรู้ที่จะซ่อนมันยามอยู่ต่อหน้าผู้คน แต่ในใจฉันร้องไห้เสมอ

มาวันนี้ วันที่ตื่นมาแล้วฟ้าช่างมืดมน รัศมีความเศร้าอวลลอยอยู่ในทุกอณูบรรยากาศ ฉันร้องไห้อีกครั้งเมื่อตระหนักได้ว่า “พ่อหลวง” ได้จากไปแล้วจริงๆ

วูบหนึ่งฉันหวังว่าอาจเป็นเพียงฝันร้าย แต่ฉันก็ไม่ตื่นเสียที เพราะมันคือความจริง

เปิดทีวีก็ไม่คิดมาก่อนจะได้ดูรายการถ่ายทอดเรื่องการสวรรคต ไม่เคยคิดว่าจะได้อยู่รู้เห็นสิ่งนี้ขณะที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่

ฉันอ่านเจอที่หนึ่ง จำไม่ได้ว่าอ่านจากไหน เขาบอกว่า เราซาบซึ้ง เคารพรัก บูชาในหลวงของเรา ขณะเดียวกันเราก็เคยชินเพราะเกิดมาก็อยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระองค์แล้ว เราเห็นท่านมาตั้งแต่เล็กจนโต จนเราเคยชินที่จะมีท่านอยู่กับเรา คิดแต่ว่าอย่างไรท่านก็ยังอยู่ เพราะท่านอยู่กับพวกเรามาตลอด…

เช่นเดียวกับสำนักข่าวฝรั่งฉบับหนึ่งกล่าวประโยคหนึ่งไว้ว่า “Most of Thai people are not old enough to see other kings.”

ฉันฟังแล้วก็สะอึก มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันคิดเสมอว่าอย่างไรท่านก็ยังอยู่ รู้สึกอุ่นใจเมื่อมีท่านเป็นเจ้าเหนือหัวปกครองแผ่นดินไทย
ลืมคิดไปว่าท่านชรามากแล้ว ท่านเหนื่อยมาก และทรงต่อสู้กับโรคภัยอย่างสุดความสามารถ

นั่งย้อนดูพระราชประวัติ ท่านเก่งเหลือเกิน เก่งรอบด้าน และทรงงานหนักเสมอมา

เลยคิดปลอบใจตัวเองว่า เทวดาผู้มีบุญญาธิการได้มาจุติเป็นพระราชาปกครองประเทศไทย ให้ชาวไทยได้มีความสุข อยู่ดีกินดี ยาวนาน89 ปี ยามนี้เทวดาท่านกลับสวรรค์แล้ว บนโลกมนุษย์ร้องไห้ แต่สวรรค์ชั้นฟ้าอาจดีใจเมื่อผู้มีบุญญาธิการได้กลับมาแล้ว

ทุกวันนี้ไปตามที่ต่างๆ ธนาคาร สนามบิน หรือห้างเห็นจอทีวีขนาดใหญ่ขึ้นถวายอาลัย มีพระรูปพระองค์ฉากหลังสีดำมืดพร้อมข้อความน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วใจวูบ สีดำมืดเทานั้นข่มขวัญ มือฉันสั่นทุกครั้งที่เห็น ตอกย้ำฉันว่ารัชสมัยของรัชกาลที่๙ ได้สิ้นสุดลง

ฉันนึกถึงตอนเด็กจำไม่ได้ชัดว่ากี่ขวบ น่าจะราว 7-9 ขวบ ขณะนั่งรถที่คูเมือง ผ่านหน้าอาคารที่เป็นโรงพยาบาลเชียงใหม่รามในปัจจุบัน ระหว่างที่รถติดชะลอลง ฉันเห็นบุคคลในรถข้างๆ ได้อย่างถนัดชัดเจน เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเราขับรถมีพระราชินีนั่งเคียงข้าง ฉันตกใจมากเพราะรถอยู่ใกล้มากจนเห็นชัดเหลือเกิน ชัดมากแบบไม่ได้มโนนึกไปเอง ฉันร้องบอกพ่อกับแม่ “ในหลวง พระราชินี” พ่อกับแม่ตกใจรีบหันไปดู

ฉันจำเรื่องนี้ได้แม่น จำสีพระพักตร์ยิ้มแย้มผ่อนคลายของทั้งสองพระองค์ได้ คงมาขับรถเล่นชมเมืองกันสองพระองค์ ไม่มีคนติดตาม นึกถึงทีไรก็ขนลุกเพราะสามารถพูดได้ว่าฉันเคยเห็นพระองค์ใกล้ชิดมาก

แล้วก็นึกถึงพ่อที่เมื่อก่อนเคยเข้าวังเพราะคุณปู่เป็นมหาดเล็ก มีรูปพ่อกำลังเข้าเฝ้าในหลวง ทรงมีรับสั่งกับพ่อเรื่องอะไรฉันก็ไม่รู้ แต่เป็นรูปที่พ่อเก็บไว้อย่างดี

น้ำตาไหลจนฉันต้องลงมือเขียน เพราะอยากบันทึกความรู้สึก ความทรงจำเอาไว้

ไม่อยากให้ถึงวันถวายพระเพลิง เพราะมันคงบีบหัวใจฉันไม่แพ้ครั้งที่ฉันเห็นควันพวยพุ่งจากเมรุเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน แม้ขณะนั้นก็ได้รับพระราชกรุณาพระราชทานเพลิงศพให้พ่อแม่ฉัน

ครั้งนี้มันคงยิ่งกว่า และคือความจริงอันแสนเจ็บปวดที่ต้องยอมรับให้ได้

อาจฟังกันจนเบื่อเรื่องทำความดีให้พ่อหลวง แต่ฉันกลับคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง ว่าเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อพระองค์ คำสอนของพ่อ ฉันจะปฏิบัติตาม

เพราะเชื่อว่าพระองค์ไม่ได้จากไปไหน เมื่อเรายังระลึกถึงท่านเสมอ ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน รักกันให้มากๆ เป็นคนดี

เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล
ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวปุณณิฐฐา วิชญศิวานนท์ img_4488

Posted in A Little Bit of Everything, Uncategorized

Strawberry booster 🍓


🍓 Energy Booster 🍓 ช่วงนี้พยายามหาเครื่องดื่มเย็นชื่นใจ เอาไว้ boost ตัวเอง และพยายามงดชานมเย็นเพราะอ้วนมาก เลยมาลองทำ booster ง่ายๆ

🍓สตรอว์เบอร์รี่ 6 ลูก

✨ ส้มโอ 4 กลีบเล็ก

🍶 ผงข้าวกล้อง 2 ช้อนชา

🍼 นมข้าว 350 ml แช่เย็น

นำมาปั่นรวมกันด้วยเครื่องปั่น

🍯 เติมน้ำผึ้งสวิส 1-2 ช้อนชา น้ำผึ้งสวิสจะหอมและหวานดีติดลิ้นดีค่ะ

 

💁 ปั่นรวมกัน สดชื่นมากไม่ต้องกินชาเย็นเลย ได้ความหวานจากน้ำผึ้งกำลังดี healthy ด้วย

Posted in Make it Perfect: English & Travel, Uncategorized

A dog is the only thing on earth that loves you more than he loves himself.

http://www.stepdd.com/?p=5379

รูปนี้เพลินถ่ายที่ The Barkyard BKK เป็นคาเฟ่หมาค่ะ เป็นร้านอาหารมีทั้งส่วน indoor (ในร่ม) outdoor (กลางแจ้ง) เป็นร้านอาหาร(สำหรับคน) มีเมนูอาหารฟิวชั่นง่ายๆ ไม่กี่เมนู แต่อร่อยเด็ดอยู่แทบทุกจานเลยค่ะ เค้าจะออกแบบให้เป็นมิตรกับน้องหมาค่ะ ให้หมาอยู่กับเราได้ วิ่งเล่นเดินไปในก็ได้

มีโซนสนามที่ล้อมรั้วไว้ให้หมาๆ ไปวิ่งเล่นกันในนั้นค่ะ เพลินพาเจ้าหมาปอมตัวน้อยไปวิ่งกับเค้าแต่มันคงร้อนและตื่นๆ หมาใหญ่ตัวอื่นๆ ด้วยค่ะ ต้องพามาบ่อยๆ จะได้ชิน

ส่วนด้านหลังทำเป็นสระว่ายน้ำให้หมามาว่ายเล่นป๋อมแป๋ม แต่มีครูคอยดูความปลอดภัยในสระด้วยค่ะไม่ต้องห่วง

A dog is the only thing on earth that loves you more than he loves himself.

สุนัขเป็นสิ่งเดียวบนโลกนี้ที่รักเรามากกว่าที่มันรักตัวเอง

ใครเลี้ยงหมาคงจะเข้าใจดี นอกจากน้องหมาจะน่ารัก (สำหรับเรา) แล้วหากได้เลี้ยงดู อยู่กับมัน เล่นกับมัน ก็จะเกิดความผูกพัน เกิดสายใยเหนียวแน่น และหมายังเป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีกับเจ้าของ ติดเรา เพราะเราเป็นโลกทั้งใบของมันนั่นเอง

ใครเลี้ยงหมาคงจะทราบดีว่าเรารักหมา(ของเรา) หมาก็รักเรา เราจะรู้สึกได้

คำกล่าวที่เพลินยกมาข้างบนนี้เป็นประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ ไม่มีคำยากอะไรมาก แต่อยากให้สังเกตว่าเป็นประโยคแบบใด

ประโยคนี้มีการใช้อนุประโยคแบบ Relative Clause ซึ่งเป็นประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เหมือน adjective คือขยายคำนามหรือคำสรรพนามข้างหน้า

Relative clause จะขึ้นต้นด้วย relative pronoun เช่น who, whom, of which, whose, that

โดยถ้าเป็นคนเราจะใช้ who
เช่น
The girl who is singing is my younger sister.
เด็กผู้หญิงคนที่กำลังร้องเพลงอยู่เป็นน้องสาวฉันเอง
จะเห็นว่า who ในที่นี้เป็น relative pronoun ของ relative clause นี้ >> ทำหน้าที่ขยายคำนามคือ The girl นั่นเองค่ะ

ถ้าเป็นสัตว์หรือสิ่งของใช้ which หรือ that
เช่น

The house that John bought is a haunted house.
บ้านหลังที่จอห์นซื้อมาเป็นบ้านผีสิง

เห็นไหมคะว่า that John bought ขยาย the house

แต่ถ้าทำหน้าที่เป็นกรรม หากเป็นคนเราจะใช้ whom เป็นสัตว์ สิ่งของ ใช้ which หรือ that ตามปกติค่ะ
เช่น
The man whom I talked to yesterday is my new boss.
ผู้ชายคนที่ฉันคุยด้วยเมื่อวานเป็นเจ้านายคนใหม่ฉันเอง

มาจาก The man is my new boss. I talked to the man yesterday.

ยังมีอีกหลายตัวเช่น of which, whose ไว้จะมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะก่อนที่จะยาวไป

กลับมาที่เรื่องหมาๆ ของเราค่ะ
ประโยคนี้เราใช้ relative clause มาขยายคำนามคือ thing on earth ค่ะ เพื่อทำให้ชัดเจนมากขึ้นว่ามันเป็นยังไงเหรอ ซึึ่ง relative clause ที่เราเอามาใช้นี้ เราเลือกคำ relative pronoun คือ that เพราะ thing on earth เป็นสิ่งของไงคะ

A dog is the only thing on earth that loves you more than he loves himself.

ส่วน himself เป็น reflexive pronoun หรือสรรพนามสะท้อน (สรรพนามเน้น) ภาษาไทยเราไม่ได้แยกละเอียด ใช้แค่คำว่า ตัวเอง
แต่ภาษาอังกฤษจะต้องใช้ให้สอดคล้องกับรูปประธาน เช่น
I – myself
You – yourself
We – ourselves
They -themselves
He – himself
She – herself
It – itself

พูดๆ อาจจะงงว่าใช้ยังไง ก็เช่น
I saw myself on TV last night. ฉันเห็นตัวเองในทีวีเมื่อคืน (เปิดทีวีแล้วเจอตัวเอง = ฉันเห็นตัวเองออกทีวีนั่นเอง)

การใช้จะต้องสอดคล้องกับประธานค่ะ
You don’t need to blame yourself. คุณไม่ต้องโทษตัวเองหรอก

จะไม่กระโดดข้ามไปใช้ผิดประธาน
พอจะนึกภาพออกแล้วเนอะ

บางคนอาจสงสัยว่า ทำไม dog เป็นหมา หมาเป็นสัตว์ ทำไมใช้ he
ฝรั่งก็เหมือนคนไทยในบางมุมนะคะ คือยกสัตว์เลี้ยงขึ้นมาระดับสูงกว่า it หรือมันค่ะ เรียกตามเพศ ตัวเมียก็ใช้ she ค่ะ แต่ถ้ากลางๆ ไม่ระบุเพศก็มักจะเลือกใช้ he ค่ะ

ถามว่าจะใช้ it ได้ไหมในกรณีนี้ It – itself
ก็ได้เช่นกันค่ะ แต่เซนส์จะไม่สัมผัสถึงความรักหมาค่ะ แต่ไม่ผิดแกรมม่าร์แต่อย่างใด

-ขอบคุณข้อมูลดีดี จากนักเขียนสำนักพิมพ์ Dดี เขียนโดย Make it Perfect